Thursday, February 02, 2006

หมอนรองกระดูกคอ/กระดูกคอเสื่อม

การผ่าตัดหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท วิธีมาตราฐานโดยการผ่าตัดจากทางด้านหน้า และ เชื่อมข้อ ( Anterior Cervical Discectomy And Fusion ; ACDF)
สาเหตุที่พบบ่อย ที่ทำให้เกิดอาการปวดร้าวมาตามแขนในผู้ป่วยทุกๆกลุ่มอายุ คือ การมีภาวะ"กระดูกสันหลังส่วนคอเบียดทับเส้นประสาท"ซึ่งอาจเกิดจากการมีกระดูกคอเสื่อมในผู้สูงอายุเรียกว่ากระดูกคอ"เสื่อม"เบียดทับเส้นประสาทหรือเกิดจากพยาธิสภาพที่แตกต่างกันจาก"หมอน"รองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาทซึ่งพบในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า โดยอาการของ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแขน อ่อนแรงของแขน หรือ ขาในบางรายที่เป็นมากอาจถึงมีอาการเดินไม่ได้

เอกซ์เรย์ธรรมดาในผู้ป่วยกระดูกคอทับเส้นประสาทนี้บางครั้งอาจไม่เห็นความผิดปกติชัดเจนนักซึ่งทำให้ยากต่อการวินิจฉัยดังนั้น การตรวจร่างกายที่แม่นยำจึงมีความสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยโรคนี้ ซึ่งต้องแยกจากโรค กล้ามเนื้อบริเวณสะบักอักเสบซึ่งมีอาการปวดร้าวลงแขนคล้ายกันได้ ในรายที่มีความเสื่อมของกระดูกมากอาจเห็นกระดูกคอผิดรูปมีช่องหมอนรองกระดูกแคบ(ภาพซ้ายมือสุด)การวินิจฉัยที่แม่นยำจะต้องประกอบด้วยการตรวจร่างกายและการใช้เอกซ์เรย์ MRI มาประกอบกัน(ภาพซ้ายกลาง)ส่วนที่กดอาจเป็นกระดูกงอกที่ยื่นออกมาด้านหลัง หรือ เป็นหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท(ดังภาพขวา)
จุดประสงค์ในการผ่าตัดคือการเข้าไปเอาหมอนรองกระดูกสันหลังและหินปูนที่งอกมากกดไขสันหลังและเส้นประสาทออกดังนั้นการผ่าตัดจึงต้องเข้าจากทางด้านหน้า บริเวณใต้คาง และ เปิดลงไปจนถึงกระดูกสันหลังด้านหน้า(ดังรูปซ้ายมือ)เปิดช่องทางที่เส้นประสาทวางอยู่ให้กว้างขวางขึ้นโดยการเอาสิ่งที่กดทับออก(ดังรูปขวามือที่เอาหมอนรองกระดูกออกแล้ว)
ภาพแสดงขั้นตอนในการผ่าตัด ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเสียเลือดจำนวนน้อยมากกว่าที่ผู้ป่วยคาดคิดไว้
เมื่อผู้ป่วยได้รับการเอาพยาธิสภาพที่กดบนเส้นประสาทออกจนหมดแล้ว แพทย์จะต้องใส่ชิ้นกระดูกขนาดเล็ก(graft)เข้าไปแทนที่ในช่องว่างนั้น ซึ่งจะเป็นการเชื่อมข้อต่อกระดูกคอ(Spinal Fusion) ไปด้วยในตัวเพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะกระดูกคอไม่มั่นคง(spinal instability)และทำให้มีการกดทับเส้นประสาทได้อีกในอนาคตบางครั้งต้องมีการวางแผ่นโลหะพิเศษ(Cervical Plate) ยึดด้านหน้าต่อกระดูกคอเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงของกระดูกคอมากขึ้น และป้องกันมิให้กระดูกที่ปลูกไว้มีการเลื่อนหลุดออกมา
เนื่องจากการตัดชิ้นกระดูก(Iliac graft) จากเชิงกรานเพื่อเชื่อมข้อแต่ละระดับทำให้เกิดการเจ็บชั่วคราวจึงอาจเลือกใช้วัสดุทดแทน(Cervical Cage:ซ้าย)ซึ่งมีลักษณะรูปร่างคล้ายกับหมอนรองกระดูกที่ตัดออกภายในกล่องนี้จะบรรจุด้วยวัสดุกระดูกเทียม(ภาพขวา)ซึ่งได้ผลดีใกล้เคียงกัน
ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น กระดูกคอทับเส้นประสาท(cervical radiculopathy)และได้รับการตรวจร่างกายและวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วนแล้ว หากไม่ประสบความสำเร็จจากการรักษาแบบอนุรักษ์ โดยการไม่ผ่าตัดทุกวิธี แล้ว มากกว่าหกถึงแปดสัปดาห์ก็มีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด ซึ่งหากการวินิจฉัยถูกต้อง และศัลยแพทย์เลือกวิธีการผ่าตัดถูกต้องแล้ว โอกาสประสบความสำเร็จจากการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ มีสูงมาก และผู้ป่วยมักมีความพึงพอใจจากการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดวิธีมาตราฐานเช่นนี้เป็นอย่างดีอย่างไรก็ตาม ยังมีโรคอื่นอีกหลายโรคที่อาจทำให้อาจเกิดการสับสนในการวินิจฉัยเนื่องจากมีอาการคล้ายกันได้ โรคที่พบบ่อยว่ามีอาการคล้ายกัน เช่น โรคกล้ามเนื้ออักเสบตึงตัวเรื้อรัง(Myofascial Pain Syndrome)ซึ่งพบบ่อยกว่ามากๆและมีอาการคล้ายกันมากๆ นอกจากนี้ยังมีโรคเส้นประสาทถูกกดทับที่นอกทางออกจากกระดูกสันหลัง ซึ่งพบการกดได้หลายตำแหน่ง อาทิเช่น Thoracic outlet syndrome , Entrapment syndrome of Peripheral Nerve เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งได้ที่ทำให้การผ่าตัดไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจได้เช่นกัน


นพ.ทายาท บูรณกาล









อาการชาอ่อนแรงของแขน-มือArm-Hand Weakness&Numbness
ท่านหรือคนใกล้ชิดท่านมีอาการผิดปกติเช่นนี้หรือไม่?
อาการที่จะกล่าวถึงนี้คือ อาการ ชามือ หรือ นิ้วมือบางรายมีอาการชาขึ้นมาจนถึงข้อศอก ผู้ป่วยหลายรายมีอาการชามากขึ้นเมื่อหันศีรษะไปด้านเดียวกับแขนที่ชาบางรายบ่นชามากตอนตื่นนอนเช้า ในรายที่เป็นมากจะมีอาการ อ่อนแรงของนิ้ว,ศอก,ไหล่ และแขนทั้งแขนได้ถ้าปล่อยไว้นานๆอาจมีอาการกล้ามเนื้อมือและแขนลีบ
ผู้ป่วยรายหนึ่งที่แขนซ้ายชาอ่อนแรงยกแขนไม่ขึ้น กล้ามเนื้อแขนลีบเล็กลงเรื่อยๆ
อาการเช่นนี้บ่งบอกว่าน่าจะมีปัญหาอะไร?
สามารถแยกสาเหตุได้คร่าวๆสองประการคือ1.โรคทางระบบกล้ามเนื้อซึ่งพบได้บ้างแต่ไม่บ่อย และจะไม่ค่อยมีอาการชาหรือปวด มีแต่อาการอ่อนแรงของแขน2.โรคทางระบบประสาท เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยกว่าข้อแรก ซึ่งโรคที่พบบ่อยว่าเป็นสาเหตุให้เส้นประสาททำงานผิดปกติคือ โรคกระดูกสันหลังส่วนคอไปทับเส้นประสาท CSR(Cervical Spondylotic with Radiculopathy)โรคหมอนรองกระดูกคอทับเส้น HNP (Herniated Nucleus Pulposus)โรคกระดูกคอทับไขสันหลังCSM(Cervical Spondylotic with Myelopathy) เป็นต้น
มีโรคอื่นอีกไหมที่ทำให้เกิดปัญหากับระบบประสาทที่มาเลี้ยงแขน?
ยังมีโรคอื่นๆที่ทำให้เกิดปัญหากับระบบประสาทและทำให้เกิดแขนและมืออ่อนแรงได้ อาทิเช่นอาการชาปลายมือร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อไหล่ซึ่งเรียกโรคนี้ว่า Myofascial pain syndrome หรือ ชาปลายมือจากเส้นประสาทเสื่อมจากโรคเบาหวาน หรือ จากผังพืดรัดเส้นประสาทบริเวณข้อมือ เป็นต้น
จะทราบได้อย่างไรว่าอาการชาอ่อนแรงที่เป็นอยู่ร้ายแรงหรือไม่ ต้องรีบไปพบแพทย์เมื่อไหร่?
อาการที่ถือเป็นสิ่งเตือนเหตุที่ต้องรีบไปพบแพทย์คือ1. อาการอ่อนแรงของแขน หรือมือ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ทราบสาเหตุ และมีทีท่าจะอ่อนแรงมากขึ้น2.อาการชาของมือที่เกิดขึ้นเอง และมีทีท่าจะเป็นมากขึ้นหรือเป็นอยู่นานตลอดเวลาไม่หายซักที3.โดยสรุปแล้ว ทั่วไปยอมรับว่าการอ่อนแรงหรือชาแขนที่เกิดขึ้นเอง ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพราะบางครั้งการรักษาที่ช้าเกินไปอาจทำให้เส้นประสาทไม่ฟื้นคืนมากครับ













" type="#_x0000_t75"> หมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาทระดับC5-6,C6-7, มีวิธีการผ่าตัดรักษากี่วิธี หรือจะฉีดยา
แทร็กกระทู้นี้ อีเมลล์กระทู้นี้ พิมพ์กระทู้นี้
จอมขวัญ
โพสต์เมื่อ: Oct 26 2005, 08:54 PM

Unregistered
พี่สาวอายุ 43 ปี มีอาการ ปวดคอ หลัง ไหล่และแขนข้างขวา เคยไปพบหมอทางกายภาพดึงคอ ประคบ นวด ฉีดสเตรียรอยด์ และนวดแผนจีนกดจุด มา 7 เดือนแล้ว สุดท้ายตรวจ MRI พบว่า หมอนรองกระดูกที่ c5-6, c6-7 แตก กดทับเส้นประสาท แนะนำให้ผ่าตัดโดยการเชื่อมติด และยังมีปัญหากระดูกคอแคบกว่าปกติ พี่สาวไม่อยากผ่าตัด สามารถให้วิธีฉีดยาระงับปวดที่คุณหมอแนะนำได้หรือไม่คะ จะหายขาดหรือไม่ สามารถติดต่อคุณหมอได้อย่างไรคะ เพราะปวดทุกวัน ไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ถ้าไม่สามารถรักษาโดยการฉีดยา จะมีวิธีใดเป็นทางเลือกอีกบ้าง เคยได้อ่านพบว่ามีการผ่าตัดโดยใช้หมอนรองกระดูกเทียมที่ทำด้วย โพลิเมอร์ ซึ่งใช้เวลาพักรักษาตัวไม่นาน แต่ไม่ทราบว่าวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และในเมืองไทยมีแพทย์ผู้ชำนาญการที่ไหนบ้างคะ ขอบคุณค่ะ



thaispin
โพสต์เมื่อ: Oct 27 2005, 08:32 PM

Administratorกลุ่ม: Adminโพสต์: 300สมาชิกหมายเลข: 1เข้าร่วมเมื่อ: 16-July 05
สวัสดีครับ คุณ จอมขวัญสำหรับ กรณีของพี่สาวคุณ จอมขวัญ เมื่อมีอาการปวดคอ ไหล่ หลัง ร้าวลงแขนด้านขวา เป็นมาเจ็ดเดือน ผมขอแยกการ management เป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ1. ขอแนะนำให้ confirm การวินิจฉัยว่า หมอนรองกระดูกที่เห็นโป่งออกมาใน MRI เป็นปัญหาที่ทำให้ปวดบริเวณแขนจริงหรือไม่ โดยการตรวจด้วย Nerve conduction velocity test หรือ การทำ spinal nerve root block ถ้าทั้งสองประการสนับสนุนว่าเป็นอาการปวดจากสิ่งที่เห็นจาก MRI การผ่าตัดมีโอกาสหายสูงขึ้น2. ในกรณีที่ไม่ทำการตรวจสองประการดังที่กล่าวแล้ว การผ่าตัดเมื่อเห็น positive MRI ต้องสัมพันธ์ กับการตรวจร่างกายสนับสนุนการกดของเส้นประสาทชัดเจนมากๆ เช่น การทำ Spluring test , Head compression and elevation test เป็นต้น การผ่าตัดมีโอกาสหายสูงขึ้นกว่ามีอาการปวดเพียงอย่างเดียว3. สำหรับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกส่วนคอเคลื่อนทับเส้นประสาท วิธีที่มาตราฐาน และทำมานานแล้ว คือการทำ fusion (เชื่อมข้อ) จากทางด้านหน้า ซึ่งมีวิธีการทำหลายเทคนิคแต่ที่นิยมทำในปัจจุบันมีอยู่สามวิธี ได้แก่ การเชื่อมข้อแบบ Robinson technic , Cloword technic หรือ การเชี่อมข้อด้วยวัสดุประเภท poly-ethylene PEEK cage(สงสัยจะอันเดียวกับที่คุณถามถึงครับ) การผ่าตัดส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด มีโอกาสหายปวดถึง เก้าสิบ เปอร์เซนต์ ถ้าทำโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญครับ และ พักรักษาตัวหลังการผ่าตัดประมาณสามวันและกลับไปทำงานได้ในสัปดาห์ต่อมา (สถิติเฉลี่ยที่ รพ. ภูมิพลอดุลยเดช) ก็กลับไปทำงานได้ ค่าใช้จ่ายในการรักษาถ้าเป็นสองวิธีแรกค่าผ่าตัดที่รพ.รัฐบาลจะอยู่ประมาณสองถึงสามหมื่นบาท ถ้าเป็นวิธีที่สาม ใช้ cage จะต้องเพิ่มค่าอุปกรณ์ประมาณระดับละ 20,000-25,000 บาทครับ และ สามารถทำได้ทุก รพ.ที่มีแพทย์ทางกระดูกสันหลัง ที่ชำนาญด้านนี้ครับ การใช้ PEEK cage มีข้อดีคือ ทำให้ไม่ต้องดึง กระดูกจากเชิงกรานมาปลูกที่คอ ทำให้ไม่มีแผลที่เชิงกรานและไม่เจ็บที่เชิงกราน ซึ่งอาจจะเจ็บอยู่ หนึ่งถึงสองสัปดาห์ (แต่เดินได้ปกติ)ศัลยแพทย์สะดวกสบายในการผ่าตัด ไม่เสียเวลาดึงกระดูกออกจากเชิงกราน และทำให้ใช้เวลาในการผ่าตัดน้อย แต่อย่างไรก็ตามข้อเสียของการใช้ PEEK cage คือ การผ่าตัดใส่ PEEK cage ยังเป็นของใหม่ ยังไม่มีรายงานในระยะยาวสิบถึงยี่สิบปี ว่า จะมีปัญหาใดๆหรือไม่ ในกรณีที่ใช้หลายๆข้อ จะมีเปอร์เซนต์สำเร็จในการเชื่อมข้อ ที่ต่ำกว่า กระดูกจากเชิงกราน บ้างเล็กน้อยครับ (ซึ่ง การที่กระดูกที่ใส่ไปเชื่อมข้อไม่เชื่อมติดกัน อาจเป็นสาเหตุให้มีการผ่าตัดซ้ำอีกครั้งได้ในอนาคตครับ)4. การผ่าตัดแบบเชื่อมข้อนี้ จะทำให้ไม่มีการขยับของ C5-6 C6-7 อีกเลย ดังนั้นในกรณีของพี่สาวคุณจอมขวัญ ข้อกระดูกสันหลังส่วนคอ หลังการผ่าตัด จะเหลือการขยับเฉพาะที่ C1-2-3-4 และ ลงไปที่ C7-T1 เลยครับ อย่างไรก็ตาม ถ้าดูการเคลื่อนไหวศีรษะจากภายนอก การก้มศีรษะจะไม่แตกต่างจากคนปกติครับ5. ปัญหาของการเชื่อมข้อ คือ มีผู้ป่วยประเภทนี้ประมาณ 20-30% ที่เมื่อนานๆไป จะพบว่า ในหมอนรองกระดูก ระดับที่ติดกัน อาจ เกิดปัญหา หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเร็วกว่าธรรมชาติ และกดทับเส้นประสาทอีกครั้ง ซึ่งไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจเกิดภายในห้าถึงสิบปี ก็เป็นได้ แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคนที่ผ่าตัดวิธีนี้ครับ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การเกิด Adjacent disease ทำให้ผู้ป่วยต้องผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสันนิษฐานตามทฤษฎีว่า สาเหตุของ Adjacent disease เกิดจากการที่ข้อที่ติดกันกับข้อที่เชื่อมไปแล้ว ต้องทำงานในการเคลื่อนไหว มากขึ้น เพราะข้อที่ขยับไปมามีจำนวนน้อยลง ดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ข้อที่ติดกันนั้น มีการเสื่อมอย่างรวดเร็ว(ทฤษฎีนี้ แพทย์ทางกระดูกสันหลังบางคนไม่เชื่อ และคิดว่า Adjacent diseaseเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ว่าผ่าวิธีใด ก็จะเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น)5. การผ่าตัดที่เป็นทางเลือกใหม่ อีกทางหนึ่งคือ การเปลี่ยนหมอนรองกระดูกเทียมที่ขยับได้ ซึ่งมีลักษณะไม่ใช่การเชื่อมข้อ หลังการผ่าตัด ข้อ C5-6 C6-7 ยังมีการขยับที่คล้ายกับของเดิมอยู่ ดังนั้น จำนวนข้อที่ขยับเมื่อก้มเงยจึงเท่าเดิม ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว มีแนวโน้มว่าน่าจะช่วยในการป้องกันการเกิด Adjacent dissease ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสรุปที่เป็นหลักฐานที่สำคัญชัดเจนเพียงพอในทางการปฎิบัติจริงว่าการผ่าตัดแบบนี้จะลดการผ่าตัดซ้ำอีกครั้งได้ถ้าเปรียบเทียบกับวิธีเชื่อมข้อ สาเหตุเพราะเนื่องจาก การรักษาวิธีเปลี่ยนข้อเทียมนี้ ยังมีเวลาติดตามผลไม่นานพอที่จะสรุปได้ คงต้องรออีกประมาณห้าถึง สิบปี อาจจะสรุปผลได้ครับ ว่าเป็นดังที่เราตั้งสมมัติฐานกันหรือเปล่า6. วิธีเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเทียมนี้ เรียกว่า การทำ Total disc replacement หรือ Artificial disc replacement เป็นวัสดุที่ประกอบด้วย Polyethylene และ Alloy เริ่มมีผ่าตัดในต่างประเทศมาประมาณห้าถึงสิบปี(แล้วแต่ประเทศทวีปไหน) และในประเทศไทยเริ่มมาประมาณหนึ่งปี ซึ่งที่ รพ. ภูมิพลอดุลยเดช ผู้ป่วยผ่าตัดด้วยวิธีนี้มีระยะเวลาในการนอนรพ.หลังการผ่าตัดประมาณสองวัน และกลับไปทำงานใหม่ อยู่ที่ในสัปดาห์แรกครับ (เร็วกว่าวิธีแรกเล็กน้อย และ เจ็บแผลผ่าตัดน้อยกว่าวิธีเชื่อมข้อเล็กน้อย ข้อเสีย คืออุปกรณ์มีราคาแพงมาก ประมาณ ระดับละประมาณ แสนห้า ครับ (ราคาที่รพ. ภูมิพลอดุลยเดช นะครับ) และผลในอนาคตระยะยาวอาจต้องติดตามกันดูต่อไป แต่ถ้าเชื่อตามทฤษฎี อาจช่วยลดการผ่าตัดอีกครั้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ครับผลการผ่าตัดจากวิธีเปลี่ยนหมอนรองกระดูกเทียมชนิด total disc replacement นี้ ในเรื่องการหายป่วยจากอาการปวดนั้น ไม่แตกต่างจากการผ่าตัดแบบเชื่อมข้อสามวิธีแรกครับ ลองเลือกวิธีในการรักษาดูนะครับ ว่าชอบใจวิธีไหน มีข้อสงสัยใด สอบถามเพิ่มเติมได้ครับนพ. ทายาท บูรณกาล




Guest
โพสต์เมื่อ: Oct 30 2005, 09:04 PM

Unregistered
สวัสดีค่ะคุณหมอ ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำอธิบายทั้งหมด1. ถ้าหากฉีดยาสเตรีย์รอยด์ที่คุณหมอศึกษามา จะช่วยให้หายปวดได้หรือไม่คะ 2. ถ้าไม่ผ่าตัด รอให้หมอนรองกระดูกที่แตก ฝ่อไปเอง ตามที่คุณหมอเคยแนะนำคนไข้ท่านอื่น ในระหว่างนี้จะมีวิธีคลายปวดได้อย่างไรบ้างคะ



thaispin
โพสต์เมื่อ: Oct 31 2005, 11:13 AM

Administratorกลุ่ม: Adminโพสต์: 300สมาชิกหมายเลข: 1เข้าร่วมเมื่อ: 16-July 05
สวัสดีครับ คุณ จอมขวัญ1. การฉีดยา สเตียรอยด์ ที่กระดูกคอ ทำได้ครับ และมีโอกาสลดปวดได้ด้วยครับ ต้องทำในห้องผ่าตัด หลังการฉีดดูอาการประมาณหนึ่งชั่วโมง แล้ว กลับบ้านได้ครับ2. โรคหมอนรองกระดูกคอเคลื่อน ที่ปวด แต่ไม่มีแขนอ่อนแรงนั้น มีโอกาสหายจากอาการปวดโดยไม่ผ่าตัด(ปวดอย่างเดียวไม่มีแขนอ่อนแรง) มีสูงพอสมควรครับ ในต่างประเทศสถาบันที่ผมเรียนมีผู้ป่วยหลายราย ที่ปวดแขนอย่างหนัก และไม่ยอมให้แพทย์ผ่าตัด อาจจะด้วยเรื่องโรคประจำตัวซึ่งผ่าตัดไม่ได้ ใช้ยาแก้ปวดอย่างแรงไปเรื่อยๆ ปรากฏว่า อาการปวดหายไปในที่สุด โดยในบางรายอาจต้องใช้เวลา ประมาณหกเดือน ถึง หนึ่งปี ครับ แม้แต่อาจารย์แพทย์ในเมืองไทยหลายท่าน ที่ผมรู้จัก มีหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนกดทับเส้นประสาท ปวดอย่างหนัก แต่ท่านทนได้ และใช้ยาไปเรื่อยๆ ติดตามการรักษาประมาณหกเดือนถึงสองปี ตอนนี้ก็ไม่เห็นว่าจะต้องผ่าตัดเลยครับ ท่านเหล่านั้นก็บอกว่า ตอนนี้ไม่ปวดแล้วไม่ได้กินยาแล้วอย่างไรก็ตาม ถ้ามีอาการอ่อนแรงด้วยแล้ว ถ้าเป็นมากยกแขนไม่ขึ้น ศัลยแพทย์คงพิจารณาให้การรักษาโดยการผ่าตัดเลยครับ ไม่รอให้นานขนาดนั้น นะครับ เพราะกลัวเรื่องการฟื้นตัวช้าของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงครับวิธีการทำให้หายปวดโดยไม่ผ่าตัด มีหลายวิธี อาทิเช่น-การรับประทานยาให้เต็มที่ทุกๆอย่าง(เน้นว่ายาที่มีประโยชน์เพื่อลดปวดในโรคนี้ มีหลายตัวครับ และ ต้องทานผสมผสานกัน ) -การพักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้พอห้ามนอนดึก -การปรับสมดุลย์ในร่างกาย พยายามนอน นั่ง ให้เหมาะสม ห้ามนอนผิดท่านานๆ -การดึงคอด้วยน้ำหนัก และ ใช้อุปกรณ์พยุงคอประคองให้ศีรษะอยู่นิ่ง -การบริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงทุกวัน โดยการต้านแรงกับมือทั้งสี่ด้าน ซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง-การฉีกยาสเตียรอยด์ที่เส้นประสาท SNRB เป็นต้นครับนพ.ทายาท บูรณกาล




Guest
โพสต์เมื่อ: Nov 29 2005, 07:16 PM

Unregistered
QUOTE (จอมขวัญ @ Oct 26 2005, 01:54 PM)
พี่สาวอายุ 43 ปี มีอาการ ปวดคอ หลัง ไหล่และแขนข้างขวา เคยไปพบหมอทางกายภาพดึงคอ ประคบ นวด ฉีดสเตรียรอยด์ และนวดแผนจีนกดจุด มา 7 เดือนแล้ว สุดท้ายตรวจ MRI พบว่า หมอนรองกระดูกที่ c5-6, c6-7 แตก กดทับเส้นประสาท แนะนำให้ผ่าตัดโดยการเชื่อมติด และยังมีปัญหากระดูกคอแคบกว่าปกติ พี่สาวไม่อยากผ่าตัด สามารถให้วิธีฉีดยาระงับปวดที่คุณหมอแนะนำได้หรือไม่คะ จะหายขาดหรือไม่ สามารถติดต่อคุณหมอได้อย่างไรคะ เพราะปวดทุกวัน ไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ถ้าไม่สามารถรักษาโดยการฉีดยา จะมีวิธีใดเป็นทางเลือกอีกบ้าง เคยได้อ่านพบว่ามีการผ่าตัดโดยใช้หมอนรองกระดูกเทียมที่ทำด้วย โพลิเมอร์ ซึ่งใช้เวลาพักรักษาตัวไม่นาน แต่ไม่ทราบว่าวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และในเมืองไทยมีแพทย์ผู้ชำนาญการที่ไหนบ้างคะ ขอบคุณค่ะ
[SIZE=7][COLOR=blue]]เรียน คุณหมอทายาทเมื่อวันที่ 19/11/48 ได้รับการฉีดสเตียรอยด์ ที่คอ บริเวณซึ่งหมอนรองกระดูกคอแตกทับเส้นประสาท2 จุด หลังฉีดยาก็เดินทางไปต่างประเทศเพิ่งกลับมาถึงเมื่อวานนี้ ก่อนฉีดยาเคยได้รับความทรมาณเพราะความเจ็บปวดจากการนั่งเครืองบินมากๆ จนเกิดความกลัวและจะเคลียดมากเวลาที่ต้องเดินทาง แต่การเดินทางทริปนี้ เที่ยวไป มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ไม่มีอาการเจ็บเลย มีอาการปวดบ้างเล็กน้อย เกิดก่อนเดินทางกลับสองวันและเที่ยวบินขากลับ เพราะนั่งรถและนั่งนานทุกวัน และได้นอนวันละ 5 หรือ 6 ชั่วโมง คาดว่าเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ นั่งนานและพนักงานขับรถ ขับแบบไม่ค่อยถนอมผู้โดยสารสักเท่าไหร เมื่อกลับมาถึงวานนี้และวันนี้ จึงเอาแต่นอน และนอน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้ว แต่วันพรุ่งนี้ต้องเดินทางอีก แบบเดิม คือต้องนั่งรถนานอีกแล้ว ขอขอบคุณคุณหมอมาก ที่ทำให้ความเจ็บปวดหายไป จนสามารถเดินทางไปที่ไหนกัอได้โดยไม่ต้องวิตกกังวล อย่างแต่ก่อนอีก แต่คนไข้ไม่ค่อยถนอมตัวเองสักเท่าไหร หายปวดก็ตะลอนๆ อย่างเดียว หากมีอาการปวดมากๆ ขึ้นมาอีก คุณหมอจะรับฉีดยาให้อีกหรือไม่ การฉีดซ้ำ ต้องรอระยะเวลาให้ห่างจากครั้งแรกเท่าไรพี่สาวของจอมขวัญ



thaispin
โพสต์เมื่อ: Nov 30 2005, 05:19 PM

Administratorกลุ่ม: Adminโพสต์: 300สมาชิกหมายเลข: 1เข้าร่วมเมื่อ: 16-July 05
สวัสดีครับยินดีด้วยที่อาการดีขึ้นมาก และ ทำงานเดินทางได้ตามปกติครับเรื่องที่สำคัญในการรักษาโรคที่คุณเป็นอยู่คือ การบริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงครับโดยทำการเกร็งคอ ดันศีรษะสู้กับแรงมือเราทั้งสี่ด้าน ทำด้านละประมาณยี่สิบครั้ง ทุกวัน ตอนไหนก็ได้เมื่อกล้ามเนื้อคอแข็งแรง คุณอาจไม่มีอาการเกิดขึ้นอีกเลยก็ได้ครับอย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งไว้ใจว่าอาการจะดีตลอดไปนะครับเพราะหมอนรองกระดูกของคุณ"ก้อนใหญ่มากๆ" ผมเกรงว่า อาจมีการปวดเกิดขึ้นอีกก็เป็นได้นะครับแต่จากประสบการณ์ที่ทำมา มักจะไม่มีอาการปวดรุนแรงเหมือนเดิมแล้วครับอย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากการฉีดยาคราวนี้ ผู้ป่วยมั่นใจแล้วนะครับว่า อาการที่ปวดสะบัก ปวดคอ ปวดแขนอยู่นี้ เกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทแขนที่เห็นจริงๆและเป็นการเปิดโอกาสให้หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดอีกทางหนึ่งครับ(เพราะเราเชื่อว่า ธรรมชาติของหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นแตกออกมานี้ สามารถฝ่อตัวไปได้เองไม่มากก็น้อย)ไม่ใช่จากกล้ามเนื้อสะบักอักเสบ Myofascial pain syndrome ที่มีอาการคล้ายๆกันได้(เพราะถ้าเป็นโรคนี้จะไม่หายปวดถ้าฉีดยา SNRB แบบนี้)อย่างไรก็ตาม ว่างๆเมื่อกลับมาเมืองไทย หรือ ถ้าเมื่อมีอาการกลับมาอีกครั้ง แล้วค่อยมาคุยกันอีกทีก็ได้ครับนพ. ทายาท บูรณกาล




เจ๊เล็ก
โพสต์เมื่อ: Dec 14 2005, 09:43 AM

Unregistered
เรียน อจ.นพ.ทายาทดิฉันเป็นพี่สาวของคุณจอมขวัญและผู้ป่วย เป็นพยาบาลอยู่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง เคยหลงทางพาน้องไปรักษาแบบ Malpractice หลายๆแบบหลายๆวิธี ด้วยความรู้ไม่จริง เสียใจที่พาน้องไปเสียเวลา เจ็บตัว เปลืองเงิน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆมาวันนี้..รู้สึกดีใจมากๆที่น้องได้พบแนวทางการรักษาที่น่าจะดีที่สุดแล้วในเวลานี้นอกจากนี้ยังได้รับความรู้เพิ่มเติมเผื่อนำไปใช้ในงานได้ด้วยขอบพระคุณ อจ.ทั้งในการรักษาและความรู้ต่างๆที่ได้รับขอบคุณอีกครั้งpoaun-ion@yahoo.com



thaispin
โพสต์เมื่อ: Dec 18 2005, 07:47 PM

Administratorกลุ่ม: Adminโพสต์: 300สมาชิกหมายเลข: 1เข้าร่วมเมื่อ: 16-July 05
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับ กำลังใจดีๆที่ให้มาครับนพ.ทายาท บูรณกาล




เจ๊เล็ก
โพสต์เมื่อ: Jan 18 2006, 11:33 AM

Unregistered
QUOTE (เจ๊เล็ก @ Dec 14 2005, 02:43 AM)
เรียน อจ.นพ.ทายาทดิฉันเป็นพี่สาวของคุณจอมขวัญและผู้ป่วย เป็นพยาบาลอยู่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง เคยหลงทางพาน้องไปรักษาแบบ Malpractice หลายๆแบบหลายๆวิธี ด้วยความรู้ไม่จริง เสียใจที่พาน้องไปเสียเวลา เจ็บตัว เปลืองเงิน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆมาวันนี้..รู้สึกดีใจมากๆที่น้องได้พบแนวทางการรักษาที่น่าจะดีที่สุดแล้วในเวลานี้นอกจากนี้ยังได้รับความรู้เพิ่มเติมเผื่อนำไปใช้ในงานได้ด้วยขอบพระคุณ อจ.ทั้งในการรักษาและความรู้ต่างๆที่ได้รับขอบคุณอีกครั้งpoaun-ion@yahoo.com
แก้ไขอีเมล์เป็น poaun_ion@yahoo.com



thaispin
โพสต์เมื่อ: Jan 19 2006, 10:26 PM

Administratorกลุ่ม: Adminโพสต์: 300สมาชิกหมายเลข: 1เข้าร่วมเมื่อ: 16-July 05
ขอบคุณ ครับที่ยังติดตามเวบไซด์นี้นพ.ทายาท บูรณกาล



Contact us
ท่านที่สนใจต้องการปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังโดยตรงกับผู้เขียนนพ. ทายาท บูรณกาล
<<ประวัติส่วนตัว>>ขอเชิญรับคำปรึกษาได้ที่ 1. ในเวลาราชการ ทำงานที่รพ.ภูมิพลอดุลยเดช ห้องตรวจออร์โธปิดิกส์ ชั้นสอง อาคารคุ้มเกล้า ถนน พหลโยธิน บางเขน กรุงเทพ เวลาออกตรวจ วันอังคาร และ วันศุกร์ 0900-1200 น.โทรศัพท์สอบถามขั้นตอนการรับการตรวจได้ที่ 0-2534-7165 2. นอกเวลาราชการ ท่านสามารถปรึกษาสอบถามปัญหากระดูกสันหลังได้โดยผ่านทางWebboard ของ Thai Spine dot com ผมจะรีบตอบให้เร็วที่สุดครับ






























กระดูกโปร่งบาง
.....................................................................................................................

ทำไมต้องสนใจเรื่องปัญหากระดูกโปร่งบาง
ภาวะกระดูกโปร่งบาง คือการที่กระดูกมีความหนาแน่นลดลงเมื่อเทียบกับกระดูกปกติ ในระยะแรกของภาวะกระดูกโปร่งบางเราจะไม่มีอาการเลย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราค่อยๆ เสียมวลของกระดูกไปเรื่อย ๆ เราอาจจะรู้สึกมีอาการเจ็บปวดตามตัวในระยะแรกๆ ซึ่งเป็นอาการที่ค่อนข้างจะ ไม่จำเพาะเท่าไร แต่สิ่งที่อาจจะเพิ่มอุบัติการณ์มากกว่าคนทั่วไปคือ การที่มีกระดูยุบตัวได้ง่ายกว่าปกติได้แก่ กระดูสันหลังหรือการหักของกระดูกยุบตัวได้ง่ายกว่าปกติได้แก่ กระดูกสันหลังหรือการหักของกระดูกโดยจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง ซึ่งพบบ่อยๆ ในบ้าน กระดูกหักที่ว่านี้ได้แก่ กระดูกหักที่ข้อมือ ข้อสะโพก ในส่วนของกระดูกที่หักข้อสะโพก พบว่ามีอัตราการเสียชีวิตถึง 5-15 % ผู้ป่วยเหล่านี้ 50 % ไม่สามารถไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ต้องการคนดูแล 15-20 % ต้องอยู่ในสถานดูแลผู้ป่วยที่สูงอายุ (nursing home) นานกว่าหนึ่งปี จากกานศึกษาและดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
เราก็มีคำถามว่า สิ่งเหล่านี้ถึงแม้การแพทย์สมัยปัจจุบันจะรักษาได้ก็ตาม เราสามารถป้องกัน หรือสามารถลดอุบัติการณ์เกิดภาวะดังกล่าวได้หรือไม่
สาเหตุที่ต้องการการรักษาคือ การทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ การมีสุขภาพที่ดีไม่มีอาการปวดตามัวการลดอุบัติการณ์กระดูกหักในคนสูงอายุ การเพิ่มคุณภาพของชีวิตในคนที่สูงอายุ

เราอาจสงสัยว่าปัญหากระดูกโปร่งบาง เกิดขึ้นกับเรา หรือไม่ และวินิจฉัยได้อย่างไร
ภาวะของกระดูกโปร่งบางจะเพิ่มขึ้นในกรณีอายุมากว่า 50 ปี ขึ้นไป พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเพศ ผู้หญิงที่หมดประจำเดือน การดื่มเหล้าและสูบบุหรี่และโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกและรังไข่ หรือเป็นโรคบางอย่างซึ่งต้องรับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ การวินิจฉัยที่แน่นอนอาจทำได้ โดยการวัดความหนาแน่นของกระดูก เทียบเท่าค่ามาตรฐาน

เราจะรักษาป้องกันอย่างไร
1. คือการลดปัจจัยการเสี่ยง หลีกเลี่ยงการรับประทานยาบางประเภทเป็นประจำ การดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม แต่หลายอย่างเป็นภาวะตามธรรมชาติ เช่น อายุมากขึ้นกว่า 50 ปี หรือผู้หญิงที่หมดประจำเดือน เป็นโรคบางอย่างซึ่งต้องกินยาเป็นประจำ หรือมีอัตราเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหัก
2. อาหารที่เหมาะสมและเพียงพอ รวมทั้งอาหารเสริมแคลเซียมที่อยู่ในรูปเม็ด และวิตามินดี ถ้าท่านไม่มีโรคประจำตัวการรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะแคลเซียมตามที่ต้องการของอายุนั้น แต่โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 1000-1500 มิลลิกรัมต่อวัน การดื่มนมกล่อง ซึ่งมีปริมาณของแคลเซียมประมาณ 350 มิลลิกรัมต่อกล่อง แต่ในคนไทยส่วนหนึ่งไม่สามารถดื่มนมได้ เนื่องจากไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็คโตส ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสีย ก็สามารถรับประทานแคลเซียมที่เป็นเม็ดได้ โดยเฉลี่ยจะมีปริมาณ 300-500 มิลลิกรัม ขึ้นกับชนิดของแคลเซียมนั้น
3. การรับประทานยา ในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีลักษณะของกระดูกโปร่งบาง จากการวินิจฉัยโดยแพทย์ รวมทั้งการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกต่ำกว่ามาตรฐานจำเป็ฯต้องได้รับการรักษาด้วยยายาที่รักษามีหลายกลุ่มได้แก่ ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนคัลซิโตนิน ยากลุ่มบิสโพสโฟเนส การจะใช้ยากลุ่มใดนั้นควรจะได้รับการดูแล และแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
4. การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย โดยจุดประสงค์ของการออกกำลังกายไม่ใช่เพื่อการสร้างความแข็งแรงของกระดูกอย่างเดียว แต่การออกกำลังกายนั้น จะต้องสร้างความสมดุลของการเคลื่อนไหว
5.การป้องกันการล้มในบ้าน (Fall Prevention Program) เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้กล่าวถึง แต่มีความสำคัญเนื่องจากเราพบว่า อุบัติเหตุที่ทำให้ข้อสะโพกหักในคนสูง-อายุ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบ้าน และเป็นสาเหตุจากการล้ม กล่าวโดยย่อคือ การจัดทางเดินในบ้านให้เหมาะสม อย่ามีของแกะกะตามทางเดินและบันได ควรมีไฟทางสว่างให้เห็นชัดตอนกลางคืน
6. ปรึกษาแพทย์ ถ้าท่านมีปัญหา หรือสงสัยเกี่ยวกับกระดูกโปร่งบาง หรือสงสัยอาการเกี่ยวกับกระดูกหัก

0 Comments:

Post a Comment

<< Home